Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ Murder on the Orient Express

นักแสดง

-Kenneth Branagh (Hercule Poirot)

-Tom Bateman (Bouc)

-Penélope Cruz (Pilar Estravados)

-Willem Dafoe (Cyrus Bethman Hardman)

-Judi Dench (Princess Natalia Dragomiroff)

กำกับการแสดง

-Kenneth Branagh

ภาพยนตร์ Murder on the Orient Express แนวสืบสวนสอบสวน ฆาตกรรม สร้างจากนวนิยายชื่อดังของ อกาธา คริสตี ภาพยนตร์เล่าเรื่องผู้โดยสารรายหนึ่งเกิดถูกฆ่าระหว่างทางบนรถไฟด่วนพิเศษสุดหรูหรา อลังการ แต่ล่ะโบกี้ รวมถึงผู้ดูแล จะทำให้ผู้โดยสาร ดูเป็นคนพิเศษขึ้นมาทันที  ซึ่งขบวนรถดังกล่าวมีคนแปลกหน้าอยู่ถึง 13 คน หนึ่งในนั้นเป็นนักสืบที่เก่งที่สุดในยุค แอร์กูล ปัวโรต์ รับบทโดย Kenneth Branagh  ร่วมอยู่ด้วย เขาจึงต้องรับหน้าที่แบบไม่ค่อยเต็มใจนัด ในการหาฆาตกรและไขปริศนาหาความจริง ว่าใครบนรถไฟสายนี้ เปิดเรื่องโชว์ความสามารถของนักสืบ แอร์กูล ปัวโรต์ จนกระทั่งผู้โดยสารทั้งหมดเดินทางขึ้นรถไฟโอเรียนท์เอกซ์เพรส แล่นออกไปชมวิวสวยงาม (ฉากในหนังที่ถ่ายทำสวยมากจริงๆ การถ่ายทำมุมสูงให้ภาพออกมาน่าติดตาม อาจจะเล่าเรื่องอาจจะดึงๆไปบ้างไม่หวือหวาฉากactionก็ไม่ได้มีให้ตื่นเต้นอะไรเท่าไร  บทพูดค่อนข้างเยอะเพราะเน้นการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยทั้ง 12 คน ส่วนบทนำ แอร์กูล ปัวโรต์ เป็น The Detective  ยอดนักสืบผู้ที่ถูกขอให้มาช่วยสืบสวนในคดีฆาตกรรมบนรถไฟสายด่วนพิเศษ เขาคือนักสืบที่ทุกคนต่างขนานว่ามีฝีมือที่เก่งกาจและฉลาด หนวดปลายยาวโค้ง คือเอกลักษณ์ ของนักสืบผู้นี้ ครั้งนี้เขาต้องสืบหาคนร้ายตัวจริงจากผู้ต้องสงสัย และอีกบทบาทเด่นที่สร้างสีสีน ซามูเอล แรทแชทท์ รับบทโดย Johnny depp เป็น The Gangster  มาเฟียและฆาตกรที่เคยลักพาตัวและฆ่าเด็กเพื่อแลกกับเงิน เขาถูกหมายจากหัวนักสืบและครอบครัวของเหยื่อฆาตรกรรมเพราะเขากำลังหนีกระบวนการยุติธรรมจากสหรัฐอเมริกา ปัวโรต์ให้นิยามว่า เขาคือสัตว์ป่าที่ดุร้าย บอกเลยว่าต้องตั้งใจนิดนึงไม่งั้นอาจจะพลาดประเด็นสำคัญ  แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากเรื่องนี้คงจะเป็นแรงจูงใจในการฆาตกรรม ที่ดูเหมือนจะเรื่องใหญ่ แต่เล่าย้อนไปแบบไม่ค่อยน่าตื่นเต้น ทำให้อาจไม่อินกับเหตุการณ์ของคนร้ายที่ต้องการเพื่อแก้แค้น แต่จะให้ลองคิด ลองเดาก็ไม่สามารถเดาได้ถูก  เพราะหนังก็ตัวหลอกล่อหรือชวนให้ผู้ชมสงสัยในตัวละครอื่นๆโดยเฉพาะบทสรุปที่ “ปัวโรต์” นักสืบของเรื่องพบนั้น กลับมีสาระสำคัญส่วนใหญ่มาจากเรื่องราวในอดีตมากกว่าการหาคำตอบจากกิริยาของตัวละครที่ตนเองได้สัมผัสและสังเกตบนรถไฟขบวนนั้น Murder on the Orient Express

ถือเป็นหนึ่งในหนังที่หลายคนให้ความสนใจกันมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นการนำนิยายสืบสวนชื่อก้องของ อกาธา คริสตี้ ถูกนำมาเป็นภาพยนตร์จอีกครั้งในรอบ 43 ปี ที่คราวนี้ และเต็มไปด้วยนักแสดงระดับยอดฝีมือมารวมกัน

หากไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน ก็ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องถ่ายทอดมาได้ดีพอสมควร แม้ว่าจะรู้กันอยู่บ้างแล้วว่าหนังสืบสวนอย่างนี้จะมีทางให้ไปอยู่ไม่กี่ทาง แต่จุดหนึ่งที่ชอบคือ เคนเนต บรานาห์ ตัวผู้กำกับถ่ายทอดบทบาทของยอดนักสืบอันปราดเปรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม อาจจะเป็นเพราะตัวเขาเล่นเองกำกับเองด้วย จึงมีส่วนเข้าใจกับบทได้ลึกซึ้ง

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้ยินบทพูดคม ๆ แบบคลาสิกของตัวละครในยุคนั้นอยู่เรื่อย ๆ การเดินเรื่องที่เรียบง่าย จวบจนช่วงที่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นนั้นก็ถือว่าทำได้ดูน่าตื่นเต้นและท้าทายผู้ชมในการอยากไขปริศนาไปด้วยดี 

ภาพยนตร์ Murder on the Orient Express นี้ถ้าจะชมควรต้องตั้งใจฟังและแกะเรื่องราวตามไปทีล่ะนิดใครสมาธิสั้น อาจจะหลุดใจความของหนังได้เลย 

ความสนุก7/10

เนื้อเรื่อง7/10

ภาพ และCG 8/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ The Jungle Book

Neel Sethi (Mowgli)

-Ritesh Rajan (Mowgli’s father)

เสียงพากษ์

-Bill Murray (Baloo)

-Ben Kingsley (Bagheera)

-Idris Elba (Shere Khan)

-Lupita Nyong’o (Raksha)

กำกับการแสดง

-Jon Favreau

ภาพยนตร์ The Jungle Book เป็นแนว Animation live action หนังนิทานในตำนาน สมัยเรียนลูกเสือ ใครๆก็ต้องได้อ่านหรือรู้เรื่องราวของเด็กน้อยเมาคลีลูกหมาป่า และในที่สุดจากการตูนanimation มาเป็นคนแสดงจริงๆ มันน่าตื่นเต้นมากเลยครับ เนื้อเรื่อง Mowgliรับบทโดย Neel Sethi เป็นลูกมนุษย์ ที่เสือดำ Bagheera พากษ์เสียงโดย Ben Kingsle เจอโดยบังเอิญเก็บมาได้ แล้วนำมาให้หมาป่า Raksh พากษ์เสียงโดยNyong’o กับ Akela พากษ์เสียงโดย Giancarloa Lupita หัวหน้าฝูง เป็นผู้เลี้ยงดู

ด้วยเทคโนโลยีCG  The Jungle Book เวอร์ชั่นนี้ จึงอลังการงานแบบสุดล้ำ ทั้งงาน เสียง ภาพ มันเยี่ยมยอดเลยครับ การเล่าเรื่องก็สนุก แต่ละฉากการผจญภัยและการเติบโตของ Mowgli นี่ล้วนแต่ตื่นตาตื่นใจ  พอเวลาผ่านไป Mowgli เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ความรู้อยากเห็นก็เกิดขึ้นกับเขา สิ่งต่างๆในตัวเขาที่แตกต่างจากสัตว์ตัวอื่น การเดินทางค้นหาตัวตนที่แท้จริงก็ได้เกิดขึ้น Mowgli ถูกเสือร้าย Shere Khan พากษ์เสียงโดยIdris Elba เสือที่เคียดแค้นมนุษย์เพราะเคยโดนทำร้าย ทำให้ Bagheera ต้องตัดสินใจพาเด็กน้อยไปส่งที่หมู่บ้านมนุษย์ แต่เกิดพลัดหลงกันระหว่างทาง และ Mowgli ได้รับการช่วยเหลือจากหมี Baloo พากษ์เสียงโดย Bill Murray,, Baloo 

หมีตัวนี้ตัวโขมยซีนเลย บทที่ค่อนข้างเด่นมาก แบบแอบเจ้าเล่ห์ที่เห็นเมาคลีเป็นมนุษย์ที่ช่วยหาน้ำผึ้ง และสิ่งต่างๆที่เจ้าหมีอ้วนทำไม่ได้ The Jungle Book  (2016) กลับเป็นเมาคลีขึ้นจอที่เล่าเรื่องได้อย่างสนุกสนาน เป็นหนังผจญภัยที่น่าติดตามตลอดเวลา เกือบ2ชั่วโมง ภาพทิวทัศน์ในป่าใหญ่ที่มีต้นไม้รกครึ้ม มีสายน้ำลำธาร น้ำตกป่าเขา มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่ บ้างก็อาศัยเดี่ยวๆ บ้างก็อยู่กันเป็นฝูง รวมไปการเคลื่อนไหวต่างๆ ของเหล่าสัตว์ ทีมงานทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก

เนื้อเรื่องหลักๆนั้นเหมือนของเดิมในปีเมื่อปี1967เลยครับ แต่เรื่องถูกเล่าด้วยvisionที่กว้างใหญ่ขึ้นและTimeline ที่ยาวกว่าต้นฉบับ เพราะหนังเล่าถึงการเลี้ยงดูของฝูงหมาป่ากับเมาคลี

เนื้อเรื่อง90%ยังเป็นเหมือนในหนังสือที่เราเคยอ่านเพิ่มเติมแค่ความสนุกเหนือจินตนาการ The Jungle Book  มีความเป็นแนวAdventure แบบตะลุยตามป่า เจอสัตว์ที่ดักเฝ้าทำร้าย และ เจอเจ้าลิงอุรังอุตังยักษ์ที่เป็น เจ้าแห่งนครลิง ที่ต้องการสามารถสร้างไฟ ให้เหมือนพวกมนุษย์ เรื่องเล่าได้สนุกกับการผจญภัยของเด็กน้อยเมาคลีจริงๆ

The Jungle Book  มีครบรสในทุกๆแบบ สมกับที่รอคอย ภาพยนตร์เหมาะสม กับทุกเพศทุกวัย 

เนื้อเรื่อง 9/10

ความสนุก9/10

Special effect CG 9/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์The Twilight Saga: Eclipse

นักแสดง

Kristen Stewart as Bella Swan,

Robert Pattinson as Edward Cullen,

Taylor Lautner as Jacob Black

กำกับการแสดง

David Slade

ภาพยนตร์The Twilight Saga: Eclipse แนว Romantic Fantasy หนังหลายไตรภาคที่มีแฟนๆคอยติดตาม ในภาคนี้มี ชื่อภาษาไทย แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อีคลิปส์ เนื้อเรืองหนัง The Twilight Saga: Eclipse ภาพยนตร์ภาค 3 ของแวมไพร์ ทไวไลท์ สนุกขึ้นเรื่อยๆ บอกเลยว่าภาคนี้ไม่มีแต่รักจ๋าเหมือนภาคที่แล้วแน่นอนเพราะเป็นภาคที่นางเอกมีความต้องการที่จะ “เปลี่ยน” มาเป็นพวกเดียวกันกับเอ็ดเวิร์ด โดยเรื่องราวในภาคนี้ใกล้ถึงจุดคลี่คลายระหว่างเรื่องราวรัก 3 เส้าของ เบลล่ารับบทโดยKristen Stewart ,เอ็ดเวิร์ด รับบทโดยRobert Pattinson และเจคอบ รับบทโดย Taylor Lautner  รวมไปถึงศึกรอบด้านที่ต้องต่อสู้กับกลุ่มโวลตูรี ที่ต้องการตรวจสอบว่าเบลล่าได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่ รวมถึงกองทัพแวมไพร์เกิดใหม่โดย วิคตอเรีย ที่มาตามล้างแค้นให้เจมส์คนรักที่ถูกเอ็ดเวิร์ดฆ่า ด้วยการตามล่าเบลล่าเมื่อทุกอย่างในชีวิตของเบลล่า พอถึงจุดที่ถอยหลังอีกต่อไปไม่ได้ ทำให้เธอต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่า เธอจะเลือกเอ็ดเวิร์ด คนที่รัก หรือ เจคอบ มนุษย์หมาป่า สหายหมาป่า ที่คอยปกป้องเธอได้ หลังจากที่เธอได้ให้สัญญากับเจน แวมไพร์แห่งกลุ่มโวลตูรี่ว่า จะให้เอ็ดเวิร์ดเปลี่ยนเธอเป็นแวมไพร์ ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้อาจจะทำให้เกิดสถานการณ์ที่แตกหักจากสัญญาที่เคยตกลงกันไว้ระหว่างเผ่าพันธุ์แวมไพร์และมนุษย์หมาป่า ขณะที่วิคตอเรีย แวมไพร์สาวที่รอวันจะล้างแค้นเอ็ดเวิร์ดด้วยการล่าเอาชีวิตเบลล่าก็สร้างกองทัพกำเนิดแวมไพรกลุ่มใหม่ขึ้นมา เพื่อให้การล้างแค้นให้กับเจมส์คนรักที่ถูกเอ็ดเวิร์ดปลิดชีพให้จงได้ ส่งผลให้ฝูงหมาป่าต้องคอยทำหน้าที่พิทักษ์เบลล่ากันอย่างเต็มที่  ในขณะเบลล่า ที่กำลังตกที่นั่งลำบากเพราะเคยให้คำสัญญากับเจน รับบทโดย Dakota Fanning ว่าจะหาทางให้เอ็ดเวิร์ด เปลี่ยนเธอเป็นแวมไพร์ให้ได้ เพราะว่ามนุษย์ไม่ควรล่วงรู้ความลับของตระกูลคัลเลน ที่เป็นแวมไพร์และในขณะเดียวกันเบลล่าก็ต้องรับมือกับความรู้สึกตัวเองที่ยังอยู่ท่ามกลางความอึดอัดที่ต่อเนื่องจากภาคที่แล้วเพราะยังอยู่ท่ามกลางความรักที่มีให้เอ็ดเวิร์ดและความรู้สึกที่ยังผูกพันธ์กับเจคอบ หนังเพิ่มบทบาทขององค์กรโวตูรี่มามากขึ้น  เพื่อให้ผู้ชมรู้ความเป็นมาขององค์กรนี้ คือเหมือนองค์กรที่ควบคุมแวมไพร์ มีอำนาจเหนือแวมไพร์ทั้งปวง ก็เป็นเพราะว่าเบลล่า ไม่ยอมเลือกซะทีว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไร ทำให้โวตูรี่หาข้ออ้าง มีบทบาทและเข้ามากดดันเรื่อย ๆ แต่เอ็ดเวิร์ดก็พยายามรักษาความบริสุทธิ์ของบลล่า เพื่อ ที่จะได้รักษาความเป็นมนุษย์ให้กับเธอ ชื่อภาคที่สาม Eclipse ถึงคราวอาทิตย์อับแสง ถูกจันทร์ดวงใหม่บังเอาไว้ ในความหมายของชื่อภาค ก็ยังไม่เข้าใจนัก ต่อเนื่องมาจาก New Moon จันทร์ดวงใหม่ การตั้งชื่อภาคคงพยายามให้สอดคล้อง กับ ในเวลามืดมึด ที่ทั้งเหล่า แวมไพร์และหมาป่า ออกทำการล่า…

หนังเรื่องนี้ตัวเบลล่าทีดูแล้วจะมีความกดดันมากที่สุด ทำให้รู้สึกสงสารนางเลยทีเดียว จะก้าวไปทางไหนก็มีแต่ความกดดันของอีกฝ่าย ด้วยตัวหนังหลักที่เล่นได้อย่างดีแล้ว เพราะหนังมีความต่อเนื่องของแต่ล่ะภาค แต่บทพูดหรือการเล่าเรื่อง อาจดูน่าเบื่อในบางขณะ แต่ก็พอถูไถจนทำให้ดูน่าติดตาม ไม่ถึงกับง่วงนอน หนังไตรภาคยาวแบบนี้ ก็คงทำให้ผู้ชมแฟนTwilight ต้องคอยติดตามในภาคต่อไปอีก

ความสนุก7/10

เนื้อเรื่อง7/10

Special effect 8/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ King Arthut : Legend of the Sword

-Charlie Hunnam (King Arthur)

-Àstrid Bergès-Frisbey (the Mage)

-Djimon Hounsou (sir Bedivere)

-Aidan Gillen (Goosefat Bill)

-Mikael Persbrandt (Greybear

กำกับการแสดง

-Guy Ricthi

ภาพยนตร์ King Arthut : Legend of the Sword ภาพยนตร์แนว fantasy action adventure เรื่องราวของ King Arthur: Legend of the Sword จะป็นการเล่าเรื่องราวกษัตริย์ที่แตกต่างออกไปจากที่เราเคยรู้จัก  นอกจากมี David Beckham อดีตนักฟุตบอลชื่อดัง มาแจมเป็นนักแสดงสมทบอยู่ 2-3 นาที ซึ่งในแง่การแสดง… David Beckham ก็คงไม่ได้เป็นที่จดจำในผลงานนี้อยู่ดีเช่นกัน เรื่องราวคิง อาร์เธอร์ กับอัศวินโต๊ะกลม เป็นตำนานเก่าแก่ของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในแถบเกาะอังกฤษ ซึ่งกลายเป็นตำนานระดับโลกไปแล้วหลังจากที่มีการแต่งเสริมเรื่องราวชิงรักหักสวาทเพิ่มเข้าไปในเรื่องเล่าแฟนตาซีแบบเทพนิยายของเดิม โดยนักประพันธ์ฝรั่งเศสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทั้งยังถูกนำเสนอผ่านงานศิลปะชนิดอื่นมาแล้วมากมาย เรื่องราว King Arthurคราวนี้จะเกี่ยวข้องกับการที่ วอร์ติเกิร์น ลอบฆ่าพี่ชายของตัวเองอย่าง ยูเธอร์ เพนดรากอน เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ จนเป็นสาเหตุให้ อาเธอร์ ซึ่งเป็นลูกชายของ ยูเธอร์ เกิดความโกรธแค้นและลุกขึ้นสู้ แต่ถึงอย่างนั้นทุกอย่างกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อ วอร์ติเกิร์น มีพลังพิเศษบางอย่างเป็นอาวุธไม้ตาย หนัง คิง อาร์เธอร์ มีการสร้างมาแล้วหลายภาค หลายสมัย  ในภาคของ อังตวน ฟูกัว เมื่อปี 2004 ก็ทำได้น่าจดจำไม่ใช่น้อย แต่ถ้านับย้อนไปเรื่องแรกที่เอาวงศ์อาร์เธอร์มานำเสนอก็ต้องเป็นหนังเงียบ ของบริษัทถ่ายหนังAdison Company เรื่อง Parsifal (1904) ที่นำบทละครกล่าวถึงเรื่องราว เปอร์ซิวาล  อัศวินคนสำคัญผู้ค้นพบจอกศักดิ์สิทธิ์มานำเสนอ โดยเป็นผลงานประพันธ์ของนักคีตกวีก้องโลกอย่าง ริชาร์ด แว็กเนอร์ ในปี 1882 

ส่วนใหญ่หนัง King Arthur แต่ล่ะภาคจะกล่าวถึง ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ของคิง อาเธอร์, การผจญภัยของอัศวินโต๊ะกลมต่าง ๆ, พลังมหัศจรรย์ของพ่อมดแห่งยุคโลกมืด  และเรื่องราวความรักต้องห้ามของแลนเซล็อตกับพระราชินี แต่King Arthur ในภาคนี้ จะกล่าวถึงต้นกำเนิดของเขา กาย ริทชี่ ผู้กำกับได้ สร้างภาพของ King Arthur ได้แตกต่างจากภาคก่อนๆ ด้วยคลุคที่สุดคูล ทั้งเรื่องแฟชั่น เสื้อผ้า ทรงผม ดูอินเทรน ทันสมัยมากขึ้น การดำเนินเรื่องราวตั้งแต่รุ่นพ่อของอาเธอร์ อย่าง กษัตริย์อูเธอร์แห่งคาเมล็อต  ที่ต้องต่อกรกับการรุกรานของพ่อมดนาม มอเดร็ด แม้จะปราบศัตรูได้แต่ก็ต้องมาถูกน้องชายอย่าง เจ้าชายเวอร์ติแกน หักหลัง ก่อกบฎซ้ำ ทำให้อูเธอร์สิ้นพระชนม์ และรัชทายาทวัยเยาว์ต้องพลัดถิ่นไปโตยันแหล่งเสื่อมโทรม  เมื่อโตขึ้นด้วยความสู้ชีวิต จึงกลายเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่ง แต่เมื่อความเป็นสุภาพบุรุษของเขา ก็มีคนหมั่นไส้คอยรังแก แต่แล้วเคราะห์ชะตาพาไป เขาถูกจับให้ไปทดสอบดึงดาบของกษัตริย์อูเธอร์ตามคำทำนายว่านั่นคือรัชทายาทตัวจริงที่สาบสูญไป ซึ่งเพราะกษัตรย์เวอร์ติแกนกลัวการกลับมาของทายาทกษัตริย์ที่แท้จริง  จึงบังคับประชาชนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานตนมาทดสอบเพื่อฆ่าทิ้งก่อนจะเป็นภัย 

ตาอจากน้่น หลังจากนี้ก็เป็นการสู้เพื่อกลับคืนสู่บัลลังก์ของอาร์เธอร์ โดยมีคนมาแจมช่วยมากมายเลย ทั้งนักเวทย์สาวลูกศิษย์เมอร์ลิน และ อดีตนักรบของอูเธอร์ เพื่อนเก่าแก่ที่โตมาด้วยกัน และกลุ่มกบฏที่เคยโดนเอารัดเอาเปรียบจากการปกครอง 

เนื้อเรื่องในหนังน่าติดตามตลอดการชม ภาพของการถ่ายทำที่ดูดี กับฉากaction ต่อสู้สนุกๆ ไม่ผิดหวังเลยครับกับ King Arthur เวอร์ชั่นนี้

เนื้อเรื่อง9/10

ความสนุก9/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์HOBBS&SHAW

-Dwayne Johnson (Luke Hobbs)

-Jason Statham (Deckard Shaw)

-Idris Elba as Brixton Lore

-Vanessa Kirby (Hattie Shaw)

กำกับการแสดง

-David Leitch

ภาพยนตร์HOBBS&SHAW หนังแนวActionนี่เป็นหนังเชื่อมต่อกลายๆของFast&Furious ที่ดึงตัวละครจาก Fast ภาคหลักมาต่อยอด ซึ่ง  Fast And Furious Hobbs and Shaw ก็เหมือนตัวตายตัวแทนภาคหลัก แต่มาในแนวโจรนักซิ่ง ตั้งแต่เริ่มเรื่องมาหนังก็ไปที่ภารกิจกู้โลก กับการเปิตตัวองค์กรลึกลับที่มีเชื้อไวรัส(เกล็ดหิมะ)ฆ่าล้างโลก และเป็นช่วงเปิดตัว Hattie รับบทโดย Vanessa Kirby สายลับ MI6 น้องสาวของ Shaw รับบทโดย Jason Statham  ในเรื่องนี้เธอได้รับบทเด่น เริ่มเรื่องด้วยตัวเอกคนใหม่ แฮตตี้ ชอว์ น้องสาวคนสุดท้องจากตระกูลชอว์ ที่เผอิญทำภารกิจพลาด รวมไปถึงยังโดนป้ายสีจากหน่วยงานลับ แต่บอกเลยว่าเธอไม่ธรรมดา ในการที่จะจับตัวเธอได้ อีกทั้งยังต้องมาสะสางภารกิจกู้โลก ในการชักใยแวดวงสื่อสารมวลชน ได้ใส่ความว่าเธอหักหลังองค์กรและขโมยไวรัส(เกล็ดหิมะ)ไป ส่งผลให้ฮ็อบส์ถูกเรียกตัวมาทำภารกิจ เช่นเดียวกับชอว์ที่ต้องมาจับมือแบบไม่เต็มใจกับฮ็อบส์ เพียงเพราะว่าแฮ็ตตี้นั้นเป็นน้องสาวแท้ๆของเขาเอง. ทำให้คู่หูที่ไม่ค่อยจะลงลอย Hobb&Shaw จึงบังเกิดขึ้น

ลุค ฮ็อบส์ รับบทโดย Dwayne Johnson เจ้าหน้าที่ DSS และเด็คการ์ด ชอว์ อดีตหน่วยรบพิเศษ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเกล็ดหิมะ และได้รับมอบหมายให้ร่วมมือกันตามไวรัสกลับมา ฮ็อบส์พบตัวแฮตตีแล้วพาตัวมาที่ที่ทำการ CIA ก่อนเด็คการ์ดจะตามมาแล้วเผยว่าตนเป็นพี่ชายของแฮตตี แต่ไม่นานหลังจากนั้น บริกซ์ตันและทีมบุกเข้ามาลักตัวแฮตตีไปโดยมีฮ็อบส์และเด็คการ์ดขัดขวาง หนังภาคนี้ตัวละครมีมิติมากขึ้น เคมีที่เข้ากัน แม้เนื้อเรื่องที่ยังคงความเป็นครอบครัว พี่น้อง โจรกรรม ที่พอจะเดาทางได้ ในเวลา2ชั่วโมงนิดๆ มีฉากaction ที่มันส์ๆมีให้ชมล้นเหลือ หลังจากที่หนังจบจะได้เห็นฉากที่ขึ้นมาพร้อมกับเพลง เป็นฉากที่ Hobbs ได้พาลูกสาวไปหาคุณยายและครอบครัวในเกาะซามัว และ ฉากที่ Shaw ได้พา Hattie ไปเยี่ยมแม่ในคุก ที่ดูเหมือนกับว่าครอบครัวนี้หลังจากภาพตัดไปพวกเขาก็คงจะก่อความวุ่นวายด้วยการแหกคุกพาแม่ออกมา 

ภาพยนตร์HOBBS&SHAWโดยรวมทำออกมาได้มันส์แม้เนื้อหา อาจจะงงๆ มุขต่างๆก็มีโดนบ้างแป้กบ้าง..แต่ก็ได้เห็นถึงมุมอีกมุมหนึ่งของFast&Furious. 

เนื้อหา7/10

ความสนุก8/10

Special Effect 8/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ Pacific Rim

นักแสดง

-Charlie Hunnam (Raleigh Becket)

-Idris Elba (Marshal ( Stacket)

-Rinko Kikuchi (Mako Mori)

-Charlie Day (Dr. Newton ‘Newt’ Geiszler)

กำกับการแสดง

-Guillermo del Toro

ภาพยนตร์ Pacific Rim ภาพยนตร์แนวAction  Science-Fiction หนังฟอร์มยักษ์กับเจ้าหุ่นยนต์ตัวใหญ่ที่คอยปกป้องโลกจากสัตว์ประหลาด ดูๆแล้วเหมือนคล้ายๆเรื่อง อุตตร้าแมนที่คอยปล่อยลำแสงสู้กับสัตว์ประหลาด แต่ครั้งนี้คือหุ่นยนต์ที่มนุษย์นั่งอยู่ภายในที่คอยควบคุมตัวหุ่นยนต์ Pacific Rim นำเดินเรื่อง เมื่อกองทัพสัตว์ประหลาดใต้พิภพในนามของ ไคจู เกิดขึ้นมาจากทะเล จึงเกิดสงครามที่ของมนุษย์ที่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์โลกมานานหลายปี ในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวยักษ์ ไคจู  ทำให้ต้องมีกาคิดค้นอาวุธขึ้นมา หนึ่งในนั้น หุ่นยนต์ยักษ์ที่เรียกว่า เจเกอร์ส ซึ่งต้องควบคุมพร้อมกันโดยผู้ควบคุม 2 คน จิตของพวกเขาจะถูกเชื่อมต่อกับ แต่ถึงแม้เจเกอร์สจะพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่สามารถปกป้องผู้คนให้พ้นจากเจ้าสัตว์ประหลาดได้ ทั้ง 2 คนอย่างอดีตนักบินตกอับ รับบทโดย Charlie Hunnam และผู้ฝึกหัดที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ รับบทโดย Rinko Kikuchi ผู้ต้องมาร่วมทีมกันบังคับหุ่นเจเกอร์ส  เพราะพวกเขายังยืนหยัดต่อสู้เพื่อเหล่ามวลมนุษย์ Pacific Rim คือภาพยนตร์ที่ทำให้นึกถึง อดีตหุ่นประกอบGundumในข่วงวัยเด็กที่จินตนาการให้สู้กับสัตว์ประหลาดต่างๆ ผู้กำกับภาพยนตร์ Guillermo del Toro คงได้จิตนาการแบบนี้ไม่ต่างกัน ภาพยนตร์มีช่วงแรกเปิดเรื่องโดยให้น้ำหนักไปกับ ราลีห์ เบ็กเก็ตต์ คนบังคับหุ่นดันประมาท แล้วเจ้าสัตว์ไคจูก็ฉลาด ลอบกลับมาทำร้ายจนทำให้เขาสูญเสียพี่ชายและไม่สามารถกลับมาร่วมงานคู่กับใครได้อีก จนกระทั่งพบกับหญิงญี่ปุ่นมาโกะ โมริ ที่มีภูมิหลังไม่ดีเกี่ยวกับความทรงจำที่แย่เกี่ยวกับเจ้าสัตว์ประหลาดที่เธอเคยเจอในอดีต เรื่องราวก็ดำเนิน ไปการที่คนทั้งสองต้องฝึกฝนอย่างหนัก จนกว่าที่ทั้งสองจะเชื่อมต่อสะพานทางจิต จึงสามารถควบคุมเจ้าหุ่นยนต์นี้ได้ การต่อสู้ การต่อสู้ที่ผลัดกันแพ้ชนะของเจ้าสัตว์ประหลาดที่มีความฉลาดขึ้นมาเรื่อยๆ ภาพยนตร์ใช้คำวิทยาศาสตร์มากมายเพื่อให้เรื่องเกิดความสมจริงซึ่งถือเป็นมาตรฐานของหนังHollywood ที่ทำให้หนังในเรื่องที่มีคล้ายกับการตูน ญี่ปุ่น ทำให้สามารถเชื่อมความจริงของวิทยาศาสตร์กับจินตนาการ ซึ่งเรื่องนี้ในเรื่องราวเป็นแฟนตาซีอยู่มากพอสมควร เรื่องราวของบทที่ทำออกมา จริงๆก็ไม่ได้โดดเด่นหรือเป็นจุดเด่นของหนัง ความโดดเด่นน่าจะเป็นฉากแอคชั่นหุ่นยักษ์ กับฉากaction การตัดต่อฉับไวถูกระดมใส่เข้ามาไม่หยุดยั้ง ตัดภาพไปมาระหว่างห้องควบคุม กับฉากการต่อสู้

ส่วนความสงสัยการปรากฏตัวของไคจู ว่าทำไมถึงมีการปรากฎในช่วงเวลา เหมือนหนังไม่สามารถให้คำตอบให้กับผู้ชมได้ชัดเจน แต่ต้องยอมรับ เรื่องCG ทำออกมาได้เนียนมาก ได้รับอรรถรสกับฉากหุ่นยนต์ยักษ์ ไปเต็มๆ ภาพยนตร์เป็นหลักตายตัวในเรื่อง หุ่นยนต์ Vs สัตว์ประหลาด แบบธรรมะ ชนะ อธรรม และกลิ่นอายของการ์ตูนญี่ปุ่นที่คุ้นเคย แต่การใส่ฉากบู๊ตามสไตล์ฝรั่ง ทำให้หนังมันดูสนุกขึ้น

เนื้อเรื่องที่กล่าวถึงการสามัคคี ของมนุษย์ชาติที่นวมตัวกันปกป้องแหล่งกำเนิดของตัวเอง ก็ทำให้การชมรู้สึกอินอยากออกไปลุยกับเจ้าสัตว์ประหลาดด้วยตนเอง 

โดยรวมภาพยนตร์Pacific Rim ทำออกมาได้ดี เนื้อเรื่องกระชับ สนุกไม่รู้สึกเบื่อในการติดตามเนื้อเรื่องจนจบ ภาพมุนกล้องในการถ่ายทำก็ออกมาดี นั่งกินPopcornดูเพลินจนลืมเวลาไปเลย

เนื้อเรื่อง8/10

ความสนุก9/10

Special effect CG 9/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ Exodus: Gods and Kings

-Christian Bale (Moses)

-Joel Edgerton (Ramesses II)

-John Turturro ( Seti I )

-Aaron Paul (Joshua )

-Ben Mendelsohn (Viceroy Hegep)

กำกับแสดง

-Ridley scott

ภาพยนตร์ Exodus: Gods and Kings ภาพยนตร์แนว ดราม่าaction อิงคำถีร์Bible เนื้อเรื่องกลับมาเล่าตำนานย้อนไปยังยุคก่อนคริสตกาลในยุคสมัยที่อียิปต์คือชนชาติที่รุ่งเรือง สถาปัตยกรรมใหญ่โตหลายต่อหลายแห่งที่กำเนิดขึ้นจาก แรงความตายของเหล่าทาสชาวฮิบรู ทาสผู้สร้าง สถาปัตยกรรม  จากการกำกับ ของ Ridley Scott นำมาตีความใหม่ แต่ยังไม่พ้นอะไรที่เหนือธรรมชาติอันต้องใช้CG

ตัวละคร โมเสส (Moses) รับบทโดย(Christian Bale)

อดีตเด็กชายชาวยิวที่พระธิดาฟาโรห์เก็บมาเลี้ยงจากแม่น้ำ และได้เติบโตมา ร่วมกับฟาโรห์ราเมเสส จนสนิทสนมเหมือนพี่น้องกัน

ฟาโรห์ราเมเสส (Rhamses) รับบทโดย(Joel Edgerton)

ผู้สืบทอดเชื้อสายจากราชวงศ์แห่งอาณาจักรอียิปต์ ผู้ที่เติบโตมาร่วมกับโมเสส และเป็นศัตรูกันในภายหลัง

เนเฟอร์ทาริ (Nefertari) รับบทโดย(Golshifteh Farahani)

มเหสีเอก ที่คอยอยู่เคียงข้างฟาโรห์ราเมเสส

เนื่อเรื่องเมื่อโมเสส (Christian Bale) รัชทายาทที่เป็นเพื่อนผู้เติบโตมาพร้อมกับ แรเมซีส (Joel Edgerton) ความสัมพันธุ์แบบพี่น้อง ที่มีต่อกันนั้นทำให้รู้สึกได้จากการกระทำและความคิดที่แสดงออกมาของคนทั้งสอง แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่แรเมซีสได้เป็นฟาโรห์ขอ­งชาวอียิปต์ และเขาได้รับรู้ว่าโมเสสไม่ใช่คนอียิปต์ที่แท้จริงและอจจะเป็นภัยกับเขาในอนาคต เพราะกำลังจะกลายเป็นผู้นำทาสเพื่อต่อต้านอียิปต์ เรื่องราวของการกีดกัน ขับไล่ ก็ได้กำเนิดขึ้น Exodus: Gods and Kings หนังใหม่ที่สร้างจากอิงประวัติศาสตร์ในคัมภีร์ไบเบิ้ล เรื่องของการอพยพของชาวยิวราวสี่แสนคนให้พ้นจากสภาพความเป็นทาสใต้การปกครองของพระเจ้าฟาโรห์แห่งอียิปต์เมื่อราว 3,300 ปีที่แล้ว และแล้วสองมหาบุรุษแห่งอาณาจักรอียิปต์ โมเสส ชายผู้สืบเชื้อสายมาจากชาวอิสราเอล อดีตเด็กชายที่ถูกเก็บมาเลี้ยงจากริมแม่น้ำไนท์โดยพระธิดาฟาโรห์ และ ราเมเสส ผู้สืบเชื้อสายมาจากฟาโรห์แห่งอียิปต์โดยตรง ภายใต้ยุคสมัยที่อียิปต์นิ่งใหญ่ คุมอณาจักรในหลายดินแดน  ชาวยิวมากมายตกเป็นทาสและถูกข่มเหงกดขี่มากว่า 400 ปี โมเสส ชายผู้ไม่เคยลืมสายเลือดของตัวเอง ได้รู้ความจริงถึงการกำเนิดของตนเองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคำทำนายที่จะนำไปสู่การปลดปล่อยชาวยิวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด โดยคำบัญชาของพระเจ้า

โมเสสจำเป็นต้องช่วยเหลือชาวยิวทั้งหมดออกจากอียิปต์ไปยังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งนั่นไม่ต่างจากการทรยศบ้านเกิดที่เขาเติบโตมา สงครามการต่อสู้เกิดขึ้น แต่โมเสสมีพระเจ้าอยู่เคียงข้างเขา คอยต่อสู้กับกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์ เมื่อมีพระเจ้าอยู่เคียงข้างเขา จึงทำให้การนำมาสู่ภัยพิบัติต่างๆ แก่ชาวอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นพายุลูกเห็บ แม่น้ำสีเลือด รวมไปถึงคลื่นยักษ์ จากทะเลแหวก ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่โมเสสจะต้องนำพาชาวยิวให้รอดพ้น ตำนานและเรื่องราวแบบนี้มันคุ้นกับหนังสือในคำภีร์Bible. (Exodus) คือการอพยพของการตีความการเป็นลูกที่ความหมายคือทาส ผู้ที่ฟาโรห์ปกครอง  ไปสู่การเป็นลูกของพระเจ้าโดยแท้จริง หนังอาจจะดูเป็นแนว action แต่ฉากสู้รบมีไม่เยอะตามที่คาดหวังแบบที่คอหนังactionคาดหวัง ส่วนใหญ่พูดเรื่องความเชื่อและพระเจ้า  มีกลิ่นอายของหนังศาสนาดราม่าอย่าง Noah ให้พอรับรู้

หนังใช้บทสนาในการดำเนินเรื่องซึ่งใจความทั้งหลายเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ เหมือนผู้ชมกำลังเรียนวิชาประวัติศาสตร์คู่กับศาสนากลายๆ แต่การแสดงที่ดีของนักแสดงนำ Christian Bale (Moses)เป็นสิ่งที่ทำให้ภาพรวมของหนังดูดี น่าติดตาม และ Exodus Gods and Kings มีการเสนอถึง เรื่องการเมืองและสังคมไว้พอสมควร 

หลังจากดูหนังรู้สึกเหมือนได้เรียนรู้อดีตจากการอิงเรื่องราวตามคำภีร์ Bible ภาพการถ่ายทำสวยครับ และใช้CGได้ดี

ความสนุก8/10

เนื้อเรื่อง9/10

Special effect CG 8/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ John Wick: Chapter 3 – Parabellum

นักแสดง

-keanu Reeves (John Wick)

-Ian McShane (Winston)

-Laurence Fishburne (the Bowery King)

-Mark Dacascos (Zero)

-Asia Kate Dillon (the Adjudicator)

กำกับการแสดง

-Chad Stahelski

ภาพยนตร์ John Wick: Chapter 3 – Parabellum

หนังแนวAction Thriller เรียกเลือดสาดกันเต็มจอเลยที่เดียวสำหรับ นักสู้ John Wick ภาคนี้ ประเด็นใหม่ๆใน John Wick: Chapter 3 มาในแง่มุมการทำงานของ สภาสูง ว่ามีกระบวนการจัดการอย่างไรกับเหตุการณ์ที่จอห์น วิครับบทโดย Keanu Reeves ได้ลงมือละเมิดกฎและลงมือสังหารคนในโรงแรมคอนทิเนลตัน และยังส่งผลต่อคนรอบตัวของจอห์น ที่ให้การsupport เป็นbackให้กับเขา John Wick ต้องถูกคนทั้งโลกตามล่าด้วยค่าหัว $14 ล้านเหรียญ เนื่องจากคนที่เขาฆ่าคือสมาชิกระดับสูง เขาจึงต้องสู้และฆ่ากับศัตรูรอบด้านเพื่อหาทางหลบหนีออกจากเมือง นี่คือการกลับมาของหนังแอคชั่นสุดโหดเรื่องหนึ่งที่ทั่วโลกรอคอย Parabellum ชื่อที่ตอนในภาคนี้ ซึ่งจริง ๆ มาจากประโยคลาตินสุดโด่งดังที่มีคำเต็ม ๆ ว่า Si vis pacem, para bellum หรือแปลได้ว่าการที่หวังจะให้สงบ แต่ก็ต้องพร้อมการลุยแบบจัดเต็มไว้เสมอ

จากการที่โดนตามล่า จากสภาสูง จอห์นจะไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากนักฆ่าสมัยก่อนที่คอยช่วยเหลือเขาในอดีตอีกต่อไป เขายังถูกทั้งโลกตามล่าด้วยค่าหัวที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ทิ้งห่างค่าหัวอันดับสองบนตารางกระจุย หนังเล่าเรื่องแบบไร้รอยต่อมาที่ภาคนี้ เมื่อจอห์นมีเวลาเหลืออีก 1 ชั่วโมงก่อนคำสั่งการล่าจับตายจะถูกประกาศ เขามำทุกวิธีทาง ในการมีชีวิตอยู่รอด เพื่อที่จะยังมีคนได้จดจำเรื่องราวของคนรักของเขาต่อไป ซึ่งการดิ้นรนของจอห์นนี่ล่ะคือสิ่งที่เรียกว่า Parabellum หวังจะให้สงบ แต่ก็ต้องพร้อมการลุยแบบจัดเต็มไว้เสมอ คือหนทางแห่งสันติที่เขาจะไม่ต้องฆ่าใครอีกต่อไปอย่างที่ตั้งปณิธานไว้ เลยอยากแอบย่องไปคุยต่อรองกับสภาสูง เพื่อต่อรอง แต่เส้นทางที่จอห์น วิค เลือกนี้ไม่ได้เรียบง่าย ทั้งยังขยายให้เหล่านักฆ่าในเรื่องออกตามล่าไปทั่วเมือง ส่วนของความเดือดในฉากactionนั้น ต้องบอกว่า มีต่อเนื่องแบบไม่ยั้ง ทำให้ผู้ชมลืมหายใจไปเลยทีเดียว ลืมตายกันเลยทีเดียว และคงต้องขอชมเชย การออกแบบจัดแสงในซีนและในเรื่อง Contrast Visual ซึ่งทำได้ดีมาก

ต้องขอยกนิ้วให้คนเบื้องหลังของวงการแอคชั่น สตั๊นท์แมนของ คีอานู รีฟส์ ฝีมือแสดงสุดยอดมา เล่นจริงเจ็บจริง และมีดารารับเชิญมากมายทั้งที่ปรากฏชื่อตัวละครและเพียงตัวประกอบต่างๆที่มาร่วมมาแสดงในฉากต่าง ๆ ถึงจะบทผ่านแว้บไปมาแค่เสี้ยววิ แต่ขอฝากฝีไม้ลายมือไว้ในภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวร้ายหลักอย่าง ซีโร่ นักฆ่ายอดยุทธร้านซูชิผู้เป็นทาสแมว ทั้งฝีมือก็ไม่ได้ด้อยกว่าจอห์น วิคเลย แสดงนำโดย มาร์ค ดาคาสคอส ก็แสดงออกมาได้ถึงจิตวิญญาณนักฆ่าจริงๆ

เนื้อเรื่องของหนังที่ปูเรื่องไว้ได้สร้างมาจนเด่นชัดในภาคนี้ คือกฎที่ควบคุมเหล่านักฆ่าอยู่ คีอานู รีฟส์ เคยพูดไว้ว่าก่อนหน้านี้ เขากลัวว่าการตั้งใจสร้างไตรภาคของภาพยนตร์  ที่ไม่มีจุดจบ

มันจะทำให้ขาดความสดใส ในภาคต่อๆไป และอาจให้แฟนรู้สึกเอือมระอาในพรอตเก่าๆของหนัง

แต่ก็ต้องยอมรับ John Wick: Chapter 3 เป็นภาพยนตร์ ที่ดูแบบได้อารมณ์นักฆ่าเต็มที่ ไร้การเซ็นเซอร์ ดูไปเสียงไป ฉากactionที่ว่าต้องให้เขาเลย ในภาคนี้ 

เนื้อเรื่อง7/10

ความสนุก 8/10

ฉากaction9/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ Jurassic World: Fallen Kingdom

นักแสดง

Chris Pratt as Owen Grady:

Bryce Dallas Howard as Claire Dearing

Rafe Spall as Eli Mills

Justice Smith as Franklin

Daniella Pineda as Zia Rodriguez:

กำกับการแสดง

J.A. Bayona

ภาพยนตร์ Jurassic World: Fallen Kingdomภาพยนตร์แนวScience Fiction Adventure การกลับมาของเหล่าไดโนเสาร์ ที่ทุกคนรอคอย หลังจากเหตุการณ์สวนสนุกแตกในภาคแรก ไดโนเสาร์บนเกาะก็ถูกทิ้งไว้ตามธรรมชาติตามมีตามเกิด โดยไม่มีผู้บุกรุก แต่ภูเขาไฟบนเกาะก็เกิดระเบิด ร้อนถึงนางเอกจากภาคแรก รวมถึงพระเอกนักฝึกแรปเตอร์อย่าง โอเวน รับบทโดย Chris Pratt  ต้องกลับไปช่วยอพยพเจ้าเหล่าไดโนเสาร์ ไม่ให้สูญพันธุ์อีกครั้ง  ซึ่งที่มาของชื่อภาค Fallen Kingdom มาจากเหตุนี้นี่เอง แต่การย้ายครั้งนี้มันอาจเป็นการถูกหลอกใช้จากนายทุน ที่จะหาผลประโยชน์จากได้โนเสาร์เหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่อย่าง อินโดแรปเตอร์ มาเพิ่มความน่ากลัวอีกต่างหาก 

ด้านผู้กำกับ เจ.เอ. บาโยนา คนนี้ก็ถือว่าเชื่อถือในฝีมือแน่นอน  เรื่องราวเล่ามาถึง เมื่อ โอเว่น และ แคลร์ รับบทโดยBryce Dallas Howard ต้องหาทางช่วย บลู และ ไดโนเสาร์ตัวอื่น ก่อนจะถูกขายให้กับพวกลักลอบค้าสัตว์เถื่อน เรื่องราวจึงได้บังเกิดขึ้น ซึ่งโดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้ มีความสนุกตื่นเต้นและระทึกใจมาก กับการหนีตายจากภูเขาไฟระเบิด และหลบหนีจากไดโนเสาร์ มีการเดินเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นได้ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้หนังไม่น่าเบื่อ แต่หนังค่อนข้างสั้นไปหน่อย ไม่ถึง2 ชั่วโมงแบบนั่งไม่ทันอยากลุก จบส่ะงั้น แต่ละฉากทำได้ระทึกใจน่าหวาดเสียว หนังกล่าวถึงเจ้าบลู ไดโนเสาร์ที่ความฉลาดสุดๆ งานภาพสวยซีจีเนียนกริบ รวมทั้งดูความสัมพันธ์ระหว่าง โอเวน-บลู ตัวเอกของเรื่องกว่าที่จะจูนกันติดเพราะแยกจากกันมาสักพัก ภาคนี้เหมือนปูเรื่องเพื่อเดินทางไปยุคใหม่มากกว่า แต่ถ้าพูดถึงเนื้อเรื่อง ก็ออกจะฉีกแนวจากภาคอื่นๆพอสมควร เพราะจะเป็นการไล่ล่าในเมือง ไม่ใช่ในป่าเขาเหมือนภาคก่อนหน้านี้ ตัวไดโนเสาร์ที่ออกมาดูใจดีกว่าภาคก่อนๆ โดยเฉพาะเจ้าตัวที่ร้ายที่สุดอย่างเจ้า อินโดแร็พเตอร์ ดูไม่โหดเหมือน Jurassic Park ภาคแรกที่มีเจ้า T-rex หรือ Raptor จอมโหดจะเป็นตัวร้ายที่ดุดันกว่า ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรมาก ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง adventure ที่สนุกมากเรื่องหนึ่ง เพราะหนังเดินตามสูตรของ Jurassic ทุกอย่าง แต่อย่างที่บอก หนังพยายามใส่อะไรเข้าไปให้มีการเปลี่ยนแปลง ให้ดูแปลกตากว่าภาคอื่น การแสดงของ คริส แพรตต์ และ ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด ยังคงทำได้ดีในมาตรฐานของพวกเขา เพียงแต่บทบาทแต่คงามสำคัญ ของตัวละครต่างๆ ในภาคนี้อาจโดนเจ้าบูล ดึงซีนความน่าสนใจไปเยอะ เรียกขโมยซีนคนอื่นไปหมดเลย

ต้องขอบคุณSteven Spielberg ที่สร้างเจ้าโดนโนเสาร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ความสนุก9/10

เนื้อเรื่อง 8/10

Special effect 9/10

Categories
รีวิว

ภาพยนตร์ The Cave

-Jim Warny as himself

-Ekawat Niratworapanya as Ekkaphon

-Tan Xiaolong as himself,

-James Edward Holley as a U.S.

-Lawrence de Stefano as Chris,

-Nirut Sirijanya as Minister of Tourism

กำกับการแสดง

-Tom waller

ภาพยนตร์ The Cave หนังที่สารคดี สร้างอิงจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง The Cave นางนอน หนังทีมหมูป่า ติดถ้ำหลวงที่เราคนไทยๆหลายๆคนได้ติดตามข่าว ส่วนของนักแสดงไทยที่มาเล่นแทนตัวจริงอย่าง 13 ทีมหมูป่าหามา เรียกว่าดูแล้วพอรู้เลยใครแทนใคร ซึ่งตามเนื้อเรื่องก็คล้ายๆกับที่ได้ฟังจากข่าว การดำรงชีวิตจากการกินน้ำหยดในถ้ำ ส่วนบทช่วยเด็กเอาตัวรอด การดำน้ำช่วงวันแรกๆไม่ค่อยจะมีส่วนช่วยในการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจ  ส่วนพระเอกในชีวิตจริงคือผู้ว่าเชียงราย ในหนังแถบไม่มีบทบาทให้ท่านเลย อีกสิ่งที่น่าเสียดายที่หนังขาดตัวละครสำคัญอย่างท่านศรีวราห์  ถ้ามีท่านมาพูดเรื่องโดรน คงเรียกเสียงฮาได้แน่ๆ ด้วยความที่ผู้กำกับ ทอม วอลเลอร์ เป็นลูกครึ่งไอริช-ไทย ได้ใส่ปมขัดแย้ง ระหว่สงทีมงานไทย กับชาวต่างชาติ มาเป็นดราม่า ในส่วนHeroอย่างจ่าแซมหนังก็ไม่ได้ใส่รายละเอียดให้เห็นถึงความทุ่มเทที่จ่าแซม ได้ทำงานอย่างหนักในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ อาจทำให้ผู้ชมตะหงิดๆในใจ มีฉากด้านเรื่องความเชื่อต่างๆของคนในพื้นที่ ที่เกี่ยวกับครูบาบุญชุ่ม มาทำพิธีต่างๆ คนไทยชาวบ้านร่วมกันสวดมนต์ หนังพยามสื่อเรื่องความเชื่อของคนไทยออกมามากไปหน่อย แต่ก็มีฉากในส่วนของชาวบ้านที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทางรัฐอย่างเต็มที่ ยอมเสียสละที่นาของตนเองเพื่อรองรับน้ำ ธีมของหนังที่เป็นแนวสร้างพลังใจการร่วมมือของคนทั่วโลก ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์กู้ภัยครั้งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ออกสื่อต่างๆให้ชาวโลกได้เห็น โดยรวมหนังมีที่ติมากมายในเรื่องของการเล่าเรื่องข้ามไปข้ามมา บางทีก็จับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ดูหรือตามข่าวเรื่องนี้อาจจะมีงงได้ว่าใครเป็นใคร ด้วยความเป็นหนังที่ลงมือถ่ายทำฉับไวจากการเก็บเรื่องราวโดย แคทรินา กรอส (Katrina Grose) กับ ดอน ลินเดอร์ (Don Linder) ก็เลยอาจขาดความลื่นไหลในการชม ซึ่งการทำงานเก็บข้อมูลของทีมสร้างนั้นก็ถือว่ารอบด้านหลากหลายมุม พอสมควร ทั้งมุมข้าราชการไทย มุมชาวต่างชาติที่พยายามเข้ามาช่วย ชาวบ้านที่ยอมเสียสละที่นาให้น้ำขัง ตลอดจนคนไทยที่เดินทางมาแสนไกล อย่างที่ได้บอกข้างต้น เพื่อช่วยเหลือแม้โดนกีดกันก็ตาม น่าเสียดายเพียงว่าด้วยตัวเรื่องที่มีรายละเอียดบุคคลและเหตุการณ์เยอะมาก ๆ หนังจึงได้แต่จับนิดดึงหน่อยมาประกอบ ๆ เพื่อเล่า

แต่ก็ดีใจที่หนังได้ตัวจริงมาร่วมเล่นเยอะมาก เช่น ผู้ใหญ่บ้านตั้น จากบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อาจจะดูผู้ใหญ่เล่นมึนๆงง แต่โดยส่วนตัวเลย ผมชอบ การที่เอาคนที่ทุ่มเท และเสียสละ มาให้เห็นตัวเป็นๆ   การลงทุนฉากในถ้ำทำออกมาได้ดี จนทำหนังดูมีความสมจริงในแบบที่เหมือนย้อนรอยภาพข่าวเลย  อีกทั้งเป็นการเคารพทีมฮีโร่เหล่านี้จริงๆ อีกด้วย

การทำหนังสารคดีเรื่องนี้ คงเป็นมุมมองของชาวต่างชาติมากกว่า ในมุมมองของคนไทยกันเอง แต่ก็ไม่แปลกครับที่ใครๆก็มองเหตุการณ์แบบนี้ได้หลายด้าน แต่แค่รู้ถึงว่าทุกคนตั้งใจ ที่จะมาช่วยกันกู้ภัยครั้งนี้ คนไทยอาจติดใจนิดๆกับหนังเรื่องนี้ แต่ก็อย่าว่ากันเลยครับ คนทำเขาก็มีแนวทางของตนเอง

ความสนุก7/10

เนื้อเรื่อง6/10